เลือกซื้อจักรยานแบบไหนดี แนวทางการเลือกซื้อ

Road-Bike

สำหรับมือเก่าๆแล้ว ปัญหาข้อนี้คงไม่ได้อยู่ในหัวสักเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นแค่ว่า จะงอก ไปเป็นอีกคันหรือเปล่าเท่านั้นเอง แต่สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะเริ่มซื้อจักรยานคันแรก ต้องบอกว่าเป็นปัญหาที่ปวดหัวเหมือนกัน เพราะว่าจักรยานทุกวันนี้มีหลากหลายแบบ อีกทั้งยังมีหลากหลายราคา ตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่น หลักแสน

ในบทความนี้ จะพูดถึงในเรื่องของประเภทของจักรยานแต่ละชนิด พร้อมกับข้อดีข้อเสีย ส่วนในเรื่องที่ว่า จะซื้อแบบไหนดีนั้น เพื่อนๆก็ต้องพิจารณา ถึงความจำเป็น ราคา รวมถึงลักษณะการนำไปใช้งานที่ต้องการ ของแต่ละคนเป็นหลัก เพื่อที่จะได้จักรยานที่ถูกใจ และคุ้มค่ากับราคาที่เสียไปให้มากที่สุด

ซื้อจักรยานแบบไหนดี – รู้จักกับประเภทจักรยานที่นิยมใช้กัน

1. จักรยานพับได้ (Folding Bike)

จักรยานพับได้-Folding-Bike

เชื่อว่าหลายๆคนที่กำลังจะซื้อจักรยานเป็นคันแรก อาจจะมองหาจักรยานที่สามารถทำได้ทุกอย่าง อยากได้ที่ซื้อคันเดียวแล้วจบ สามารถพับใส่ท้ายรถ แล้วไปขี่เที่ยวเล่นตามสถานที่ขี่จักรยานต่างๆได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเทียบกับระดับราคาที่เท่ากันแล้ว จักรยานพับได้ก็ดูจะด้อยกว่าอยู่พอสมควรเลย ทั้งในเรื่องของการทำความเร็ว feeeling ในการขี่ โดยเฉพาะถ้าจักรยานพับได้ที่คุณมองหาอยู่ อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 5,000 บาทแล้วด้วย โอกาสที่จะต้องตัดสินใจซื้อคันที่ 2 ก่อนกำหนด มีมากยิ่งนัก

โดยเฉพาะ ดวงคนที่กำลังจะซื้อจักรยานเป็นคู่ เพื่อปั่นกันสองคนกับแฟน อาจจะมองว่า จักรยานพับได้คันเล็กน่ารัก จะเหมาะกับแฟนของคุณ แล้วคุณก็จับเสือหมอบมาใช้ เวลาขี่ด้วยกันสองคนจะเป็นอะไรที่ปวดหัวมาก เพราะคุณแค่ออกแรงปั่นเบาๆ จักรยานก็ไปฉิวแล้ว ส่วนคนที่ขี่จักรยานพับได้ จะต้องออกแรงเหงื่อแตกพลั่กๆ ถึงจะไล่ตามคุณได้ทัน ซึ่งจะทำให้อารมณ์ในการขี่จักรยานคู่กันแบบชิว ๆ นั้น ละลายหายในพริบตาเลยล่ะ ดังนั้นถ้าคิดจะเลือกแบบพับได้ ก็เลือกพับได้ทั้ง 2 คนเลยดีกว่า จะได้ขี่ด้วยกันได้แบบชิว ๆ

ข้อดีของจักรยานพับได้

  • พับได้ สามารถพกพาไปไหนก็ได้ ไม่เกะกะที่เก็บ
  • ขนาดเล็ก อาจจะเหมาะสำหรับคนที่อยู่คอนโด หรืออพาร์ทเมน ที่มีเนื้อที่จำกัด
  • พกพาได้ สามารถหิ้วขึ้นรถไฟฟ้า หรือ mrt ได้แบบสบาย ๆ
  • ขี่สนุก เลาะเลี้ยวตามซอกซอยได้ง่าย หลบสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ง่าย

ข้อเสียของจักรยานพับได้

  • ช้ากว่าจักรยานอื่นพอสมควร ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่คนชอบด้วย บางคนอยากเห็นบรรยากาศมันเปลี่ยนไปไวๆหน่อย มีลมวิ่งโดนตัวเยอะ ๆ หน่อย แบบนี้ก็อาจจะต้องดูเป็นจักรยานแบบอื่นแทน
  • หลาย ๆ รุ่น ถ้าเกิดไปสายพานขาดกลางทาง หรือเกิดปัญหาจุกจิกเล็กน้อย อาจจะหาอะไหล่ข้างทางเปลี่ยนยากหน่อย หรือพูดได้ว่า ไม่เหมาะกับการขี่เที่ยวทางไกลเท่าไรนัก
  • ซ้อนไม่ได้
  • บอบบางกว่าพอควร

2. จักรยานทัวร์ริ่ง

touring-Bike

จักรยานทัวร์ริ่ง เป็นจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อเน้นให้สามารถปั่นทางกายได้ดี และสามารถบรรทุกของหนักๆ พอที่จะค้างแรม หรือเดินทางท่องเที่ยวไปตามต่างจังหวัดด้วยจักรยานคันเดียวได้ เน้นการดูแลรักษาที่ง่าย เวลาจักรยานเสียก็สามารถหาร้านซ่อมข้างทางได้ง่าย อะไหล่ไม่ซับซ้อน และเน้นความสบายในการขับขี่เป็นหลัก เนื่องจากผู้ขี่จะต้องนั่งอยู่บนอานจักรยาน เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องหลายๆชั่วโมง

จักรยานทัวร์ริ่ง จะมีองศาเฟรมที่ออกจะคล้ายไปทางเสือหมอบ เหล็กที่ใช้ทำเฟรม ก็จะเน้นการรับน้ำหนัก ทำให้สามารถบรรทุกได้ดีกว่าจักรยานแบบอื่นๆ ถ้าเทียบน้ำหนักของจักรยานแต่ละแบบ จักรยานทัวร์ริ่งจะมีน้ำหนักมากที่สุด ดังนั้น ถ้าตั้งใจจะซื้อมาเพื่อปั่นกินลมชมวิวกับเพื่อนๆเบาๆ ไม่ได้เร่งรีบมาก จักรยานทัวร์ริ่งก็ถือว่าเป็นจักรยานที่น่าสนใจไม่น้อยเลย โดยเฉพาะการปั่นบนท้องถนน ที่ไม่มีจุดขรุขระ หลุมบ่อ ให้ต้องหลบหลีกหรือลุยมากสักเท่าไรนัก

จุดเด่น

  • ออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เหมาะสำหรับสายชิว ขี่กินลมชมวิวทั้งวัน
  • สามารถบรรทุกของได้มาก ออกทริปหลายวันได้แบบมีปัญหา

3. จักรยานไฮบริด

hybrid-bike

จักรยานไฮบริดเป็นเหมือนลูกครึ่ง ที่มีการผสมผสานระหว่างข้อดีของเสือหมอบ และจักรยานเสือภูเขา โดยเป้าหมายหลักของจักรยานไฮบริด ก็คือจะสร้างจักรยานที่สามารถลุยได้มากกว่าจักรยานเสือหมอบ และสามารถทำความเร็วได้ดีกว่าจักรยานเสือภูเขา แต่ก็เพราะจุดนี้เอง ที่ทำให้หลายคนมองว่า ไม่ค่อยจะคุ้มค่าสักเท่าไร เพราะว่าเหมือนกับดีไม่สุด ทำได้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่ถึงกับดีที่สุดในเซิฟอย่างเดียว

แต่สำหรับนักปั่นในเมืองเป็นหลัก จักรยานไฮบริดต้องอาจจะเหมาะกับคุณก็ได้ เนื่องจากว่าการผสมผสานอย่างลงตัว ทำให้คุณสามารถลุยทุกสภาพเส้นทาง ทั้งทางขรุขระ ถนนที่มีหลุมบ่อเล็กๆน้อยๆ

จักรยานไฮบริดเหมาะกับใคร?

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ใจตัวเอง ว่าอยากได้เสือภูเขา หรือเสือหมอบกันแน่ จักรยาน Hybrid ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก เพราะว่ามันได้ทั้งความเร็ว แล้วก็แถมยังสามารถลุยได้อีกนิดๆ ขี่เกาะกลุ่มกับเสือหมอบก็ยังพอไหว (ถ้าขาแข็งแรงพอ) ขี่ลุยไปกับเสือหมอบก็ไม่ได้แย่ แล้วเมื่อพบทางที่ตัวเองชอบแล้ว จากนั้นจะไปทางเสือภูเขาหรือเสือหมอบ ก็จะกล้าที่จะงอกอย่างเต็มตัว

4. จักรยานเสือหมอบ (Road Bike)

Road-Bike

จักรยานเสือหมอบ เป็นจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อทำความเร็วโดยเฉพาะ เป็นจักรยานที่ผู้คิดค้นพยายามทำให้เล็ก บาง ลื่น และเร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ มียางหน้าที่เล็ก ท่าปั่นก็จะเป็นท่าที่ต้องก้มตัวลงไป เพื่อให้ลู่ลม และทำความเร็วได้ดีที่สุด

จักรยานเสือหมอบ นิยมใช้ปั่นบนทางเรียบ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทำความเร็วแรง ในส่วนของข้อเสีย คงจะเป็นไม่ค่อยเหมาะกับถนนในประเทศไทย ที่มีหลุมบ่อ และเหตุการณ์ไม่คาดฝันโผล่มาอยู่เสมอ ๆ เท่าไรนัก และก็ค่าตัวที่ค่อนข้างจะแรงเอาการ

5. จักรยานเสือภูเขา (Mountain Bike)

Mountain-Bike

จักรยานเสือภูเขา ก็มีลักษณะพิเศษตามชื่อของมันเลย นั่นก็คือ สามารถใช้ขี่ลุยในที่ขรุขระ ถนนหลุมบ่อได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องขี่จักรยานในสภาพพื้นผิวที่ไม่ดีมากนัก ลักษณะการปั่นจะไม่ได้เน้นความเร็ว ใช้ขี่ท่องเที่ยวชิว ๆ ใช้ออกกำลังกายได้ดี ล้อใหญ่ ไม่ค่อยเปราะบาง ราคาอยู่ในระดับที่ไม่แพงจนเกินไป ซึ่งถ้าเทียบราคากับเสือหมอบแล้ว จักรยานเสือภูเขาแบบดีกลาง ๆ ราคาอาจจะซื้อจักรยานเสือหมอบได้แค่ตัวเริ่มต้นเท่านั้นเอง

มักจะเป็นปัญหาที่ปวดหัวอยู่เสมอ ว่าจะซื้อจักรยานเสือหมอบหรือเสือภูเขาดี ถ้าจะพูดถึงมือใหม่ซื้อจักรยานสักคัน มีจุดประสงค์เพื่อออกกำลังกาย ไม่ได้กะจะทำความเร็ว หรือรีบร้อนไปไหน ก็ขอเชียร์ว่าเลือกเป็นเสือภูเขาดูจะเข้าทีมากกว่า เนื่องจากว่า มีความนิ่มมากกว่า ทรมานก้นน้อยกว่า และการดูแลรักษาก็ไม่ต้องดูแลอะไรมากเท่ากับจักรยานเสือหมอบ สามารถลุยทางขรุขระ ลุยหลุมลุยบ่อได้พอตัว และหลังจากนั้นแล้ว ถ้ารู้สึกว่าชอบจักรยานแบบจริงจังขึ้นมา เริ่มมีเพื่อนในกลุ่มในก๊วนพากันขี่จักรยานท่องเที่ยวแล้ว ก็ค่อยมาดูกันอีกทีว่า เพื่อน ๆ ในกลุ่มขี่จักรยานอะไรกัน แล้วตอนนั้นค่อยงอกใหม่อีกคัน ก็ไม่เสียหาย

ข้อดี

  • ล้อใหญ่ ลุยได้แทบจะทุกสภาพพื้นผิว
  • ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยจุกจิก
  • ราคาไม่แพงมาก งบประมาณ 15,000 ก็ได้เสือภูเขาระดับกลาง ๆ ค่อนไปทางดีแล้ว

6. จักรยาน Cyclocross

Cyclocross-bike

ก่อนหน้าเราได้รู้จักกับจักรยานลูกผสมระหว่างเสือหมอบกับเสือภูเขา อย่างจักรยาน Hybrid มาแล้ว จักรยาน Cyclocross ก็จัดว่าเป็นจักรยานลูกผสมเหมือนกัน แต่ว่าหน้าตาและนิสัยจะละม้ายคล้ายฝั่งเสือหมอบซะมากกว่า ถ้าจะเอาแบบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ [จักรยานไฮบริด ก็เหมือนเอาจักรยานเสือภูเขามาเปลี่ยนล้อเล็ก ใช้ตะเกี่ยบแทนโช้ค] [จักรยาน Cyclocross ก็คือ จักรยานเสือหมอบ ที่เปลี่ยนเป็นยางหน้ากว้าง] อย่างไรอย่างนั้นเลย ดังนั้น ถ้าคนจักรยาน Cyclocross จึงมักจะเหมาะกับคนที่ชอบความเร็ว แต่ว่าเส้นทางที่ขี่ก็ไม่ได้ราบเรียบไปตลอดทาง และอยากได้ความนุ่มนวลเพิ่มขึ้น โดยยอมลดความเร็วลงมาหน่อย อันนี้ก็น่าจะพออธิบายคำจำกัดความของ Cyclocross ได้พอสมควรครับ

ข้อดี

  • ทำความเร็วได้ดี ในขณะที่ยังพอจะลุยสภาพถนนขรุขระได้
  • ราคาถูกกว่าเสือหมอบ

ตารางเปรียบเทียบการใช้งานจักรยาน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลังจากที่อ่านมากันเนิ่นนาน พอจะคิดออกกันหรือยังว่าจะซื้อจักรยานแบบไหนดี เรามาสรุปสั้น ๆ กันอีกทีดีกว่า

ลักษณะการใช้งาน จักรยาน
ขาแรง ชอบความเร็ว ถนนที่ปั่นเป็นทางเรียบ จักรยานเสือหมอบ
ชอบลุย ขี่แบบไม่ค่อยทะนุถนอม ถนนเส้นประจำมีหลุมมีบ่อบ้าง หรือปั่นเล่นในหมู่บ้าน ไม่ชอบดูแลรักษามาก งบกลางๆ เน้นปั่นออกกำลังกาย ปั่นกินลมชมวิว จักรยานเสือภูเขา
ใช้งานในเมือง ปั่นไม่เร็วมาก มีความนุ่มในระดับหนึ่ง ขี่เล่นในหมู่บ้าน เน้นการออกกำลังกาย จักรยานไฮบริด
เน้นท่องเที่ยว ขนสัมภาระออกไปทริปต่างจังหวัด 2-3 วัน+ ขี่รับลมชิว ๆ ไม่ได้ถือเอาความเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการซื้อจักรยาน จักรยานทัวร์ริ่ง
เน้นพกพา พื้นที่น้อย เช่นคอนโด อพาร์ทเมนท์ พาจักรยานขึ้นรถไฟฟ้า /mrt ได้ พกพาไปได้ทุกที่ ไม่เน้นความเร็ว ขี่สนุก ออกกำลังกาย จักรยานพับได้
ชอบความเร็วแบบเสือหมอบ แต่เส้นทางที่ปั่นประจำไม่เอื้ออำนวย อยากได้ล้อที่นิ่มนวลขึ้น จักรยาน cyclocross